วันเสาร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2557

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 20 (อัญมณี)

อัญมณี โดย นายโพยม อรัณยกานนท์ และคนอื่นๆ 
          ความสนใจในความสวยงามของอัญมณีและเครื่องประดับของคนเรานั้น มีมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล อย่างน้อยประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ ปี มาแล้ว จากหลักฐานประจักษ์พยานต่างๆ ทางโบราณคดี เช่น พบควอตซ์ในบริเวณเดียวกัน กับการขุดค้นพบโครงร่างบรรพบุรุษของมนุษย์ (มนุษย์ปักกิ่ง) สิ่งแกะสลักจากหิน กระดูก เขาสัตว์ ทำเป็นเครื่องประดับ เครื่องมือ เครื่องใช้ต่างๆ ที่พบตามถ้ำ หรือตามโบราณสถานในประเทศต่างๆ

          จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พบว่ามีการใช้อัญมณีอย่างแท้จริงในสมัยอียิปต์โบราณ จีน และอินเดีย หลายพันปีก่อนพุทธกาล ในอียิปต์ซึ่งเป็นชาติที่มีอารยธรรมต่อเนื่องกันยาวนาน มีการใช้อัญมณีชนิดต่างๆ เช่น ลาพิส-ลาซูลี แอเมทิสต์ เทอร์คอยส์ คาร์นีเลียน ออบซิเดียน ไข่มุก มรกต เป็นต้น ในประเทศจีนซึ่งเป็นชาติที่มีอารยธรรมเก่าแก่เช่นกัน อัญมณีที่นิยมใช้คือหยก สำหรับประเทศอินเดียนั้น ถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีอัญมณีที่มีค่า และมีความสำคัญหลายชนิด เช่น เพชร ทับทิม มรกต ไพลิน เป็นต้น

          ความรู้ ความเชื่อถือ และการใช้อัญมณีของคนไทยในสมัยโบราณ เริ่มมีมาแต่สมัยใดยังไม่มีหลักฐานกำหนดแน่ชัด เราอาจทราบเรื่องอัญมณีของไทยในอดีตได้จากวรรณคดีไทย บางเรื่อง บางตอน เริ่มตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยามาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ คนไทยเริ่มรู้จักและใช้อัญมณีไม่กี่ชนิด มีการจัดแบ่งอัญมณีออกเป็น ๙ ชนิด เรียกว่า นพรัตน์ หรือนวรัตน์ หรือแก้วเก้าประการ เป็นต้น ในตำรานพรัตน์มีคำกลอนที่มีอิทธิพล ทำให้คนไทยไม่น้อยรู้จักสนใจและนิยมนับถืออัญมณีว่าเป็นสิริมงคล มีการจัดแบ่งเป็น ลักษณะสี ชนิด ลำดับชั้นคุณภาพแตกต่างกันไป คำกลอนนั้นคือ
          ๑. เพชร (น้ำ) ดี  หมายถึง  เพชร - Diamond
          ๒. มณีแดง  หมายถึง  ทับทิม - Ruby
          ๓. เขียวใสแสง มรกต  หมายถึง  มรกต - Emerald
          ๔. เหลืองใสสด บุษราคัม*  หมายถึง  บุษราคัม - Yellow-Sapphire or Topaz*
          ๕. แดงแก่ก่ำ โกเมนเอก  หมายถึง  โกเมน - Garnet
          ๖. ศรีหมอกเมฆ นิลกาฬ  หมายถึง  ไพลิน - Blue Sapphire
          ๗. มุกดาหาร หมอกมัว  หมายถึง  ไข่มุก - Pearl or Moonstone
          ๘. แดงสลัว เพทาย  หมายถึง  เพทาย - Zircon
          ๙. สังวาลสาย  ไพฑูรย์  หมายถึง  ไพฑูรย์ - Chrysoberyl Cat's eye

          อัญมณีทั้ง ๙ ชนิดนี้ ประเทศไทยมีเกือบครบ ยกเว้น มรกตและไพฑูรย์ ซึ่งยังไม่พบ ชนิดที่มีชื่อเสียงระดับโลกทั้งในอดีตและปัจจุบันคือ ทับทิมสยาม รองลงมาคือ ไพลินหรือนิลกาฬนั่นเองเรื่องของอัญมณีโดยเฉพาะแก้วเก้าประการ คนไทยโดยทั่วไปนิยมเลื่อมใสนับถือว่าเป็นของมีค่าสูงและเป็นสิริมงคล นำมาใช้ประโยชน์ทั้งในด้านศาสนา และในสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่น ทำเป็นพระพุทธรูปต่างๆ ตลอดจนใช้ประดับเครื่องทรงและที่ประทับ ใช้เป็นเครื่องประดับแสดงถึงตำแหน่งและเกียรติยศเครื่องราชูปโภคในพระราชพิธีสำคัญ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตลอดจนสิ่งของเครื่องใช้ของที่เป็นบำเหน็จรางวัล เครื่องประดับต่างๆ ของพระราชวงศ์ ขุนนาง และข้าราชการชั้นสูง ประชาชนโดยทั่วไปทุกระดับชั้นก็สามารถหามาได้ตามกำลังฐานะ นอกจากเพื่อความสวยงาม และความเป็นสิริมงคลต่างๆแล้ว ก็ยังใช้เป็นหลักทรัพย์ที่ถือเป็นมรดกสืบทอดแก่ทายาทในวงศ์ตระกูล เป็นของกำนัลตอบแทนผู้มีน้ำใจช่วยเหลือยามที่เคยตกทุกข์ได้ยากเป็นของสำหรับหมั้นหมาย เป็นต้น

          นอกจากนพรัตน์หรือแก้วเก้าประการแล้วยังมีอัญมณีอื่นๆ อีกหลายชนิด ที่คนไทยนำมาใช้ประโยชน์ทางด้านเครื่องประดับเป็นของสวยงามและมีความหมายทางโหราศาสตร์เช่นเดียวกัน เช่น แก้วโป่งข่าม โมรา โมกุล ฯลฯ สำหรับแก้วโป่งข่ามเป็นแร่ควอตซ์ชนิดหนึ่งหรือที่เรียกว่า หินเขี้ยวหนุมาน มีความโปร่งใสโปร่งตา และมักมีมลทินแร่บางชนิดอยู่ภายในเนื้อ ทำให้เกิดมีรูปร่าง สีสัน ลวดลายแปลกประหลาดต่างๆ สวยงาม มีชื่อเรียกต่างๆ กัน เช่น ขนเหล็ก เข็มเหล็ก เข็มทอง ไหมทอง สายรุ้ง ฯลฯ แหล่งกำเนิดสำคัญอยู่ที่อำเภอเถิน จังหวัดลำปางและอำเภอสา จังหวัดน่าน เป็นอัญมณีที่ได้รับความนิยมเลื่อมใส รู้จักกันมากในหมู่คนไทยทั่วประเทศ เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๓ มีเหตุการณ์ตื่นแก้วโป่งข่ามซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์วงการอัญมณีไทยเลยก็ว่าได้

          ประเทศไทยนับเป็นประเทศหนึ่งที่มีชื่อเสียงมานานมากในเรื่องของอัญมณี โดยเป็นแหล่งสำคัญแห่งหนึ่งของโลกที่มีอัญมณีหลายชนิด เช่น ทับทิม ไพลิน บุษราคัม เขียวส่อง เพทาย โกเมน ไข่มุก เป็นต้น อุตสาหกรรมและการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทย ได้รับการยกย่องและยอมรับทั้งในด้านคุณภาพและราคาจากนานาประเทศทั่วโลก สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ นับเป็นสินค้าส่งออกหมวดหนึ่งของไทย ที่ได้สั่งสมบทบาทในการเป็นสินค้าที่สำคัญ ทำรายได้สูงให้แก่ประเทศโดยติดอันดับต้นๆ ๑ ใน ๕ ของสินค้าส่งออกประเภทต่างๆ ของประเทศและยังคงมีแนวโน้มที่เพิ่มมากขึ้นทุกๆ ปี นับเป็นสินค้าที่มีอนาคตที่สดใสมากมีการผลิตและการทำเหมืองแร่อัญมณีในหลายจังหวัด เช่น กาญจนบุรีจันทบุรี ตราด ค่าแรงงานถูก ช่างฝีมือมีคุณภาพ มีทักษะ มีความรู้ความชำนาญในการเจียระไน การออกแบบ และประดิษฐ์งานประณีตศิลป์นานาชนิด ทั้งในกรุงเทพ ฯ และต่างจังหวัด อุตสาหกรรมการผลิต การค้าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ จึงขยายตัวอย่างรวดเร็วมากในระยะ ๑๐ ปีที่ผ่านมา ดังจะเห็นได้จากตัวเลขของกรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ที่แสดงถึงสถิติของมูลค่ารวมของการส่งออกสินค้าประเภทนี้ ที่มีค่าเพิ่มมากขึ้นทุกปี ดังในปี ๒๕๒๖ มีมูลค่าการส่งออก ๗,๒๐๑.๑ ล้านบาทเพิ่มเป็น ๑๙,๘๒๗.๕ ล้านบาท ในปี ๒๕๓๐เป็น ๓๔,๘๙๑.๓ ล้านบาท ในปี ๒๕๓๓ เป็น ๓๕,๙๖๒.๖ ล้านบาท ในปี ๒๕๓๔ และในปี ๒๕๓๖ ประมาณการไว้ที่ ๔๒,๕๐๐ ล้านบาทและยังมีเป้าหมายที่ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

          มูลค่าการส่งออกอัญมณีที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปีนั้นเป็นมูลค่าจากอัญมณีที่ผลิตได้ในประเทศส่วนหนึ่ง ซึ่งนับวันก็จะขาดแคลนและหมดไปไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น อีกส่วนหนึ่งเป็นอัญมณีที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งนับวันก็จะยิ่งมีมูลค่าการนำเข้าเพิ่มมากขึ้นทุกปีเช่นกัน อัญมณีในส่วนนี้จะมีทั้งที่เป็นอัญมณีแท้ อัญมณีสังเคราะห์ เทียม เลียนแบบต่างๆ นำมาเจียระไนตกแต่งเป็นเครื่องประดับแล้วส่งออก จะเห็นได้ว่าอัญมณีและเครื่องประดับมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก เป็นอุตสาหกรรมการผลิตและการค้าที่ทำให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องหลายด้าน เช่น การทำเหมืองการผลิตเครื่องจักรเครื่องมือเครื่องใช้ที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การออกแบบ การเจียระไนและทำเครื่องประดับ การโฆษณา การบรรจุภัณฑ์  การขนส่ง ฯลฯ ล้วนแต่มีส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันส่งเสริมการพัฒนาประเทศ กล่าวได้ว่าประเทศไทยมีแนวโน้มมีความพร้อมสูงมาก ที่จะเป็นศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของโลกอย่างแท้จริง


* ในสมัยโบราณ คำว่า บุษราคัม จะหมายถึง โทแพซ แต่เมื่อเราพบว่าพลอยสีเหลืองของจันทบุรี ซึ่งเป็นแซปไฟร์สีเหลือง (Yellow Sapphire) มีคุณภาพเหนือกว่า เราจึงใช้ Yellow Sapphire แทน 

อัญมณีนำมาใช้ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และสิ่งที่มีค่าสูง เพื่อเป็นสิริมงคล


อัญมณีนำมาใช้ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และสิ่งที่มีค่าสูง เพื่อเป็นสิริมงคล


บรรณานุกรม
• นางวิลาวัณย์ อติชาติ
• นางอรกุล โภคากรวิจารณ์
• นายบุญทวี ศรีประเสริฐ
• นายโพยม อรัณยกานนท์

http://guru.sanook.com/encyclopedia/%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%A1%E0%B8%93%E0%B8%B5/

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 5 (พันธุ์ไม้มีพิษ )

พันธุ์ไม้มีพิษ โดย นายเต็ม สมิตินันทน์ 
         ในป่าธรรมชาตินั้นมีพันธุ์ไม้หลายชนิดที่เป็นอันตรายขึ้นปะปนอยู่ พันธุ์ไม้ที่เป็นพิษนั้นแยกออกเป็นพวก ๆ ได้ดังนี้ 
พวกที่ใบเป็นพิษ 
        พวกที่ใบเป็นพิษ  พันธุ์ไม้ชนิดนี้ตามใบจะมีขน เมื่อไปถูกผิวหนังจะทำให้เกิดอาการระคายเคือง ได้แก่
        ตำแย (Laportia bulbifera) ไม้ล้มลุก ใบขอบจักฟันเลื่อย ขึ้นตามป่าดิบ
        หานไก่  (Laportea  interrupta) ไม้ล้มลุกใบขอบจักลึก ขึ้นตามป่าดิบ
        กะลังตังช้าง  (Dendrocnide  crenulata) ไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ สูง ๑๐-๑๕ เมตร ใบขอบจัก ขึ้นตามป่าดิบชื้น
        สามแก้ว  (Dendrocnide stimulans) ไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ สูง ๖-๑๐ เมตร ก้านใบสีม่วง ใบขอบเรียบขึ้นตามป่าดิบชื้น
        หานช้างร้อง  (Dendrocnide  basirostris) ไม้ยืนต้นผลัดใบ สูง ๑๐-๑๕ เมตร ใบขอบจัก ขึ้นตามป่าดิบแล้ง
        หานกวาง (Cnesmone javanica) ไม้เถาเลื้อย ลำต้นเป็นขน ขึ้นตามป่าดิบแล้ง

พวกที่เมล็ดเป็นพิษ 
        พวกที่เมล็ดเป็นพิษ  พันธุ์ไม้พวกนี้ถ้าไปรับประทานเมล็ดเข้า จะทำให้เกิดอาการมึนเมาอาเจียน และถึงแก่ความตายได้ ได้แก่
        แสลงใจ หรือ แสงเบื่อ (Strychnos mux-vo-mica) ไม้ต้นสูง ๖-๑๐ เมตร ดอกสีขาว ผลกลมสุก  สีเหลือง ขึ้นตามป่าเบญจพรรณแล้ง
        ขมิ้นเครือ (Anamirta cocculus) ไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็ง ใบค่อนข้างกลม  ก้านใบยาว ขึ้นตามป่าดิบแล้ง
        ขี้กาแดง (Trichosanthes bracteata) ไม้เถาเลื้อยพันตามต้นไม้ต่างๆ ดอกสีขาว ผลกลมสุกสีแดง ขึ้นตามชายป่าดิบแล้ง
        กระเบาใหญ่   (Hydnocarpus anthelminticus และ H. kurzii) ไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ ขนาดใหญ่ดอกสีขาว ผลสีน้ำตาล ขึ้นตามป่าดิบ

ต้นแสลงใจ

[
พวกที่ผลมีขนเป็นพิษ 
        พวกที่ผลมีขนเป็นพิษ ได้แก่หมามุ่ย ไม้เถาในสกุลมิวคูนา (Mucuna) ดอกสีม่วงดำ ออกเป็นช่อห้อย ผลเป็นฟักและมีขนสีน้ำตาล เมื่อถูกผิวหนังทำให้เกิดอาการคัน ชอบขึ้นตามที่กว้างว่างเปล่าทั่วไป พันธุ์ไม้จำพวกนี้มีอยู่หลายชนิด ได้แก่หมามุ่ย (Mucuna pruriens)  และ หมามุ่ยใหญ่ (M. monosperma)
        
หมามุ่ยช้าง  (Dysoxylon urens) ไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ สูง ๘-๑๐ เมตร ดอกสีขาวนวล ออกเป็นช่อยาวระดิน ผลสีน้ำตาล มีขนสีเหลือง เมื่อถูกผิวหนังทำให้เกิดอาการคัน ขึ้นตามป่าดิบชื้น
        ช้างแหก (Neesia altissimea) ไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ สูง ๑๐-๑๕ เมตร  ใบขนาดใหญ่ ดอกสีขาวนวล ผลสีม่วงน้ำตาล ผิวมีหนามเป็นตุ่มและมี ๕ พู คล้ายผลทุเรียน แก่จัดแยกออกเป็น ๕ เสี่ยงภายในผลมีขนแข็งสีเหลือง เมื่อถูกผิวหนังทำให้เกิดอาการคัน ขึ้นตามป่าดิบชื้น

ดอกหมามุ่ย

พวกที่มีน้ำยางเป็นพิษ 
          พวกที่มีน้ำยางเป็นพิษ ได้แก่
          ตาตุ่มทะเล (Excoecaria agalloche) ไม้ยืนต้นผลัดใบ ดอกเล็กสีขาว ผลกลมเป็นสามพู น้ำยางสีขาว เข้าตาทำให้ตาบอด รับประทานทำให้ท้องร่วง ขึ้นตามป่าชายเลน
          ตังตาบอด  (Excoecaria oppositifolia) ไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ ดอกสีเขียวๆ ขาวๆ ผลกลมเป็น ๓ พู ยางสีขาว เข้าตาทำให้ตาบอด ถูกเนื้ออ่อนๆ ทำให้เกิดเป็นแผลเปื่อยได้
          ตังกวม  (Sapium insigne) ไม้ยืนต้น ผลัดใบสูง ๑๕-๒๐ เมตร เปลือกสีเทาแตกเป็นร่องลึก ดอก สีเขียว น้ำยางสีขาว เข้าตาทำให้ตาบอด
          รักหลวง (Melanorrhoea usitata) ไม้ยืนต้นผลัดใบ ดอกสีขาว ผลมีปีกสีแดงสด น้ำยางใสถูกอากาศเปลี่ยนเป็นสีดำ ถูกผิวหนังทำให้เปื่อยพอง
          แกนมอ (Rhus succedanea) ไม้ยืนต้น ผลัดใบ เปลือกแตกเป็นสะเก็ดใหญ่และเผยอออางด้านล่าง  ดอกสีขาว ผลกลมสุกสีดำ ยางใสถูกอากาศเปลี่ยนเป็นสีดำ ถูกผิวหนังทำให้เปื่อยพอง    ขึ้นตามป่าดิบเขา พันธุ์ไม้สกุลรุส (Rhus) นี้น้ำยางเป็นพิษทุกชนิด
          หลางตาง หรือ นางปรน (Campnosperma auriculata) ไม้ยืนต้น ไม่ผลัดใบ ดอกสีขาว ผลสุกสีดำ ยางไม้ใสเป็นพิษต่อผิวหนัง ขึ้นตามป่าดิบชื้นทางภาคใต้
          ยางน่อง  (Antiaris toxicaria) ไม้ยืนต้นผลัดใบสูง ๓๐-๔๐ เมตร ลำต้นมีเปลือกสีเทาเรียบ    ดอกสีเขียวๆ เหลืองๆ น้ำยางสีขาวเ ป็นพิษต่อผิวหนัง  ขึ้นตามป่าดิบแล้ง  ชาวป่านิยมใช้ยางผสมสารมีพิษอื่นๆ อาบลูกดอกสำหรับใช้ล่าสัตว์
          พลูช้าง (Vanilla siamensis) ไม้เถาอวบน้ำดอกสีขาว น้ำในเถามีพิษทำให้เกิดอาการคันตามผิวหนัง


บรรณานุกรม
• นายเต็ม สมิตินันทน์

ที่มา : http://guru.sanook.com/encyclopedia/%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0
%B8%B8%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%
9E%E0%B8%B4%E0%B8%A9/#พวกที่ผลมีขนเป็นพิษ

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 13 (จิตรกรรม)

จิตรกรรม โดย นายอนันต์ ปาณินท์ 
          จิตรกรรมหรือภาพเขียน มีส่วนประกอบหลัก คือ เส้น สี และน้ำหนักของสี สีมีส่วนสัมพันธ์กับความกว้าง ยาว และความลึกในภาพ สีช่วยสื่อความหมายทางอารมณ์และจิตใจด้วย เช่น ช่างเขียนภาพพุทธประวัติบนผนังโบสถ์แห่งหนึ่ง จะวางโครงสร้างของสีให้สอดคล้องกับเรื่องราวและสถานที่ เพื่อให้เกิดความรู้สึกศรัทธาในศาสนา

          สีที่นำมาใช้เขียนภาพ ส่วนมากได้มาจากวัตถุซึ่งมาจากธรรมชาติ เช่น สีของดิน หิน พืช และสัตว์ ช่างเขียนไทยแต่โบราณนิยมเขียนภาพด้วยสีฝุ่นผสมกาว ดังจะดูตัวอย่างได้จากภาพจิตรกรรมฝาผนังตามผนังของโบสถ์ เมื่อต้องการเขียนภาพ ช่างเขียนจะนำเอาวัสดุต่างๆ  ซึ่งจะใช้ทำเป็นสี มาทำให้แห้งและบดให้ละเอียดเป็นผง เรียกกันว่าสีฝุ่น เมื่อจะเขียนภาพ ช่างเขียนจะผสมสีฝุ่นด้วยกาวและน้ำ กาวที่ใช้ในสมัยโบราณส่วนมากเป็นกาวที่ทำจากหนังสัตว์

          ภาพเขียนฝาผนังของไทยทั้งหมด เขียนบนผนังฉาบปูนซึ่งแห้งแล้ว ส่วนการเขียนภาพบนผนังปูนซึ่งยังเปียกตามกรรมวิธีของตะวันตก ที่เรียกว่า เฟรสโก (fresco) ไม่เป็นที่นิยมของช่างไทย

          การเขียนภาพจิตรกรรมของไทยโบราณ ส่วนใหญ่มักเป็นการเขียนภาพเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนา หรือคติความเชื่อต่างๆ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับศาสนา ดังนั้นการเขียนภาพจิตรกรรมจึงมักเขียนกันบนผนังภายในโบสถ์หรือวิหารของวัดต่างๆ และจะเขียนบนผนัง ฉาบปูนเรียบซึ่งปูนแห้งสนิทแล้ว แต่เนื่องจากลักษณะสภาพดินฟ้าอากาศของไทยมีความชื้นในอากาศสูง และลักษณะการก่อสร้างโบสถ์วิหาร เป็นการก่อสร้างลักษณะผนังรับน้ำหนัก ก่อด้วยอิฐซึ่งมีคุณสมบัติในการดูดซึมความชื้นได้ดี ทั้งความชื้นจากน้ำใต้ดิน และความชื้นจากอากาศ ทำให้ผนังปูนซึ่งแห้งสนิทในช่วงระยะเวลาการก่อสร้างเสร็จใหม่ๆ ดูดซึมความชื้นเข้าในผนังได้อีก ทำให้ผิวปูนฉาบผุกร่อน ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมากต่อภาพจิตรกรรมที่เขียนอยู่บนผิวหน้าของผนังปูน นอกจากความชื้นจะทำให้ผิวปูนฉาบผุกร่อนแล้ว วัสดุที่ใช้ในการเขียนภาพ เช่น สี ดิน และกาวหนังสัตว์ ที่ใช้ในการผสมสีก็เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดเชื้อราซึ่งเป็นอันตรายต่อภาพเขียนเช่นกัน ดังจะเห็นได้ว่า ภาพจิตรกรรมฝาผนังในประเทศไทยส่วนใหญ่ชำรุดเสียหายและซ่อมแซมยากมากการซ่อมแซมต้องใช้กรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์แก้ไขความชื้นในผนังเสียก่อนจึงจะซ่อมแซมได้

          นอกจากการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังด้วยสีฝุ่นผสมกาวแล้ว การเขียนภาพจิตรกรรมเป็นแผ่นทั้งบนผ้าและบนกระดาษของไทยในสมัยโบราณก็ใช้สีฝุ่นเขียนด้วยเช่นเดียวกัน เช่น การเขียนภาพเรื่องราวบนสมุดข่อย เป็นต้น ในสมัยโบราณการเขียนภาพสีน้ำมันบนผ้าไม่ปรากฏหลักฐาน ผู้ที่เขียนภาพจิตรกรรมสีน้ำมันเป็นคนแรกคือ พระสรลักษณ์ลิขิต (เริ่มมีผลงานปรากฏในสมัยรัชกาลที่ ๖) ซึ่งในสมัยต่อมามีผู้นิยมเขียนภาพด้วยสีน้ำมันบนผ้ากันมากขึ้น เนื่องจากมีความคงทนไม่เสียหายง่ายเหมือนการเขียนด้วยสีฝุ่น ในปัจจุบันมีผู้ผลิตสีเขียนภาพด้วยสารผสมทางเคมีต่างๆ ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรม และนอกจากนั้นศิลปินในปัจจุบันได้มีการทดลองค้นหา และนำเอาวัสดุหลายประเภทมาใช้ในงานจิตรกรรม ทำให้รูปแบบของจิตรกรรมเปลี่ยนแปลงไปจากแบบประเพณีที่ทำสืบเนื่องต่อกันมาจากสมัยโบราณ

ที่มา: http://guru.sanook.com/encyclopedia/%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1/

วันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2556

บทความ สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 5 (ผลไม้)

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 5 (ผลไม้)
การแบ่งประเภทของไม้ผล 
          การแบ่งประเภทไม้ผล   นอกจากจะอาศัยหลักง่ายๆ  เช่น ขนาดของต้นและความต้องการอุณหภูมิของพืชแล้ว  เรายังมีวิธีการแบ่งทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งใช้วิชาการสูงขึ้นเข้าช่วยพิจารณา เช่น วิชาพันธุศาสตร์ เคมี เซลล์วิทยา หรือ วิชาที่ว่าด้วยซากดึกดำบรรพ์

พันธุ์ไม้ผล 

           ปัจจัยที่สำคัญยิ่งอย่างหนึ่งในการทำสวนผลไม้ คือ พันธุ์ไม้ผลที่เราใช้ปลูก ไม้ผลแต่ละพันธุ์จะมีลักษณะแตกต่างกันออกไป เช่น มะม่วงประกอบด้วยพันธุ์ต่างๆ  หลายสิบพันธุ์  ตัวอย่างเช่น แก้ว อกร่อง พิมเสนมัน ทองดำ เขียวเสวย เป็นต้น แม้แต่พันธุ์เดียวกันก็อาจประกอบไปด้วยสายพันธุ์ซึ่งแตกต่างออกไปจากพันธุ์เดิม  เช่น พันธุ์อกร่อง อาจแยกออกเป็น อกร่องเขียว อกร่องทอง  อกร่องกะทิ  อกร่องกระจิบ  อกร่องหัวโขน อกร่องแก้มแดง อกร่องทะวาย  อกร่องมัน เป็นต้น ในแต่ละสายพันธุ์ ถ้าต่างต้นกันกรรมพันธุ์อาจแตกต่างกันได้  เช่น ต้นหนึ่งอาจให้ผลดก ลูกโตเสี้ยนน้อย และเป็นพันธุ์เบา  แต่อีกต้นหนึ่งของสายพันธุ์เดียวกันอาจให้ลูกไม่ดก ลูกเล็ก มีเสี้ยนมากและเป็นพันธุ์หนัก เป็นต้น ฉะนั้นการเลือกพันธุ์ปลูก จึงมีความสำคัญต่อการทำสวนผลไม้เป็นอย่างมาก
          โดยทั่วๆ ไปพันธุ์พืชที่ดี  คือ พันธุ์ที่ให้ผลตอบแทนมากที่สุด ซึ่งพอสรุปลักษณะที่ต้องการได้ดังต่อไปนี้
           ๑.  เป็นพันธุ์ที่มีการเจริญเติบโตได้ดี ให้ผลผลิตสูงสม่ำเสมอและสามารถผลิตได้ในต้นทุนที่ต่ำ
           ๒.  ผลิตผลมีคุณภาพดีเป็นที่ต้องการของตลาดผลไม้สด และ (หรือ) ของโรงงานอุตสาหกรรมทำผลิตภัณฑ์จากผลไม้ ทนต่อการขนส่งและเก็บรักษาได้นาน สามารถขนส่งสู่ตลาดด้วยต้นทุนต่ำและตลาดต้องการในระยะยาว
           ๓. เป็นพันธุ์เบาหรือให้ผลนอกฤดูได้ และสามารถขยายพันธุ์ง่ายด้วยต้นทุนที่ไม่แพงนัก
           ๔. เป็นพันธุ์ที่ต้านทานโรคและแมลง



ลักษณะดีของไม้ผลบางชนิด 

          ลักษณะที่ดีของพันธุ์ไม้ผลอาจแตกต่างกันไปตามจุดประสงค์และประโยชน์ในการใช้ผลไม้นั้นๆ จึงขอยกตัวอย่างลักษณะสำคัญของไม้ผลบางชนิด  เช่น          มะม่วง  มะม่วงที่มีลักษณะดีทรงต้นควรเตี้ย เป็นพันธุ์เบา มีความแข็งแรงทนต่อสภาพแวดล้อมที่เลวได้ดี   ตลอดจนต้านทานต่อโรคและแมลง  ให้ผลสม่ำเสมอ   ผลควรมีขนาดกลางไม่เล็กหรือโตจนเกินไป  สีผิวควรสดใส เปลือกหนาพอประมาณและทนต่อการขนส่ง  มีคุณภาพในการเก็บรักษาดี เนื้อแน่นมีสีสดใส ไม่มีเสี้ยน กลิ่นหอม เมล็ดมีขนาดเล็ก          ทุเรียน  ทุเรียนที่มีลักษณะดีนั้น ผลควรมีขนาดไม่เล็กเกินไป 
มีรูปทรงและลักษณะผลตรงตามพันธุ์  เปลือกผลบาง  เนื้อหนา เมล็ดมีขนาดเล็กหรือเมล็ดตาย  เนื้อผลละเอียดสีเหลืองจัด  รสหวานอมมัน  กลิ่นไม่ฉุนจัด ตัวอย่างทุเรียนบางพันธุ์ เช่น ก้านยาว  ก้าวยาวเป็นทุเรียนพันธุ์หนัก ลำต้นใหญ่ มีกิ่งก้านออกจากลำต้นไม่เป็นระเบียบ  กิ่งมักพุ่งออกจากลำต้นเป็นมุมฉาก  กิ่งใบไม่ดก  ใบมีขนาดยาวใหญ่สีเขียวแก่   ปลายเรียว   ผลมีรูปร่างกลม  ขนาดปานกลาง  ก้นป้าน  พูไม่เด่นชัดหนามเล็กค่อนข้างสั้นและถี่  ตั้งตรงสม่ำเสมอ ผิวผลมีสีเขียว ขั้วผลยาวผิดธรรมดา คือ ยาวกว่าขั้วทุเรียนทั่วๆ ไป  เปลือกผลค่อนข้างหนา แต่ละพูมักมี ๒ เมล็ด เนื้อผลละเอียด หนาปานกลางสีเหลืองอ่อน นิ่ม มีรสหวานมันกลมกล่อม กลิ่นไม่ฉุนจัด เมล็ดค่อนข้างใหญ่มีลักษณะกลม ไม่มีเมล็ดลีบหรือเมล็ดตาย
          ชะนี  ชะนีเป็นทุเรียนพันธุ์เบา ลำต้นตั้งตรง ต้นและกิ่งก้านไม่สู้ใหญ่โต  มีใบดกเป็นพุ่มมีระเบียบ ใบมีขนาดเล็ก ปลายใบไม่สู้เขียว ผลมีขนาดโตปานกลาง  ทรงยาว  มีพูมองเห็นเด่นชัดด้านขั้วผลและปลายผลสอบ ด้านปลายผลกลมเล็กน้อยและมีขนาดโตกว่าด้านขั้วผล  หนามค่อนข้างโต  ปลายไม่แหลม  ฐานหนามใหญ่แบน  ผิวผลสีเขียวอมน้ำตาล  ขั้วผลสั้นและมีขนาดใหญ่ เปลือกผลค่อนข้างหนา แต่ละพูจะมี ๑-๓ เมล็ด เมล็ดมีขนาดเล็ก และอาจมีเมล็ดลีบหรือเมล็ดตาย เนื้อผลละเอียด หนาและนิ่ม สีเนื้อเหลืองจัด รสหวานมัน กลิ่นไม่ฉุน

การปรับปรุงพันธุ์ 

          แม้ว่าเราจะนิยมขยายพันธุ์ไม้ผล  โดยวิธีไม่ใช้เพศ  เช่น การตอน  การติดตา  ทาบกิ่งหรือการแยกหน่อ  โอกาสที่พืชเหล่านั้นจะเสื่อมพันธุ์ก็มีได้เหมือนกัน  เช่น อาจได้รับเชื้อไวรัส ซึ่งพืชบางชนิดเช่น ส้มเมื่อได้รับเชื้อไวรัสกว่าจะแสดงอาการเสื่อมพันธุ์ก็ใช้เวลาหลายปี  พืชบางชนิดเมื่อปลูกนานๆ เข้าจะกลายพันธุ์ไปในทางเลว เช่น สับปะรด  ผลที่เกิดมาจะมีลักษณะผิดปกติ   ชาวสวนเรียกว่า "สับปะรดบ้า" ซึ่งผลจะแผ่แบนออกคล้ายพัดและมีจุกเป็นจำนวนมาก  ไม่มีประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ และลักษณะนี้สามารถถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานได้  ดังนั้นเพื่อให้พันธุ์ไม้ผลคงลักษณะดีไว้  หรือเพื่อปรับปรุงพันธุ์เดิมให้ดีขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงพันธุ์
          การปรับปรุงพันธุ์ไม้ผล  อาจทำได้โดยการคัดพันธุ์หรือการผสมพันธุ์  การคัดพันธุ์เป็นการกำจัดลักษณะเลวของพันธุ์พืช และเลือกเอาแต่พันธุ์ที่มีลักษณะดีเอาไว้  การคัดพันธุ์อาจทำได้โดยคัดจากแต่ละต้นภายในพันธุ์เดียวกัน  หรืออาจทำได้โดยปลูกพืชแต่ละพันธุ์เป็นจำนวนมาก  แล้วคัดเลือกเอาแต่ต้นที่มีลักษณะดีไว้ แล้วนำมาทดสอบเพื่อให้ได้ลักษณะที่ต้องการต่อไป
          ได้กล่าวมาแล้วว่า พืชสามารถเสื่อมลักษณะลงได้ คือ กลายเป็นพันธุ์ใหม่ที่มีลักษณะไม่ดี อย่างไรก็ตาม การกลายพันธุ์นี้อาจทำให้ได้พันธุ์ที่ดีกว่าเดิมก็เป็นได้  นอกจากนี้เราอาจได้พันธุ์ดีมาจากการเพาะเมล็ด  ตัวอย่างเช่นมะม่วงพันธุ์ "สายฝน" ได้มาจากการเพาะมะม่วงพันธุ์ "เขียวเสวย" เป็นต้น  ถ้าไม่สามารถคัดพันธุ์ที่มีลักษณะที่ต้องการจากพันธุ์ที่เรามีอยู่แล้ว  วิธีการอีกอย่างในการหาพันธุ์ใหม่ คือ การผสมพันธุ์  ซึ่งเป็นการรวมเอาลักษณะดีต่างๆ จากหลายพันธุ์มารวมไว้ในพันธุ์ใหม่ เช่น สมมุติว่าเรามีพันธุ์ไม้ผลที่ปลูกเป็นการค้าอยู่ชนิดหนึ่ง แต่ยังขาดลักษณะสำคัญบางอย่างเราก็หาลักษณะที่ขาดไปนั้นจากพันธุ์พืชอื่นๆ ในพืชชนิดเดียวกันนี้โดยการผสมข้าม เพื่อให้เกิดลูกผสมพันธุ์ใหม่ที่มีลักษณะที่เราต้องการ

การขยายพันธุ์ไม้ผล 

          แม้ว่าการขยายพันธุ์ไม้ผลโดยใช้เมล็ดจะเป็นทางทำให้เกิดการกลายพันธุ์ก็ตาม ไม้ผลบางชนิดจำเป็นต้องใช้เมล็ดเพราะเป็นวิธีที่สะดวก ได้ผลดีหรือใช้วิธีอื่นๆ ไม่ได้ผล ไม้ผลที่นิยมใช้เมล็ดในการขยายพันธุ์ คือ น้อยหน่า  ขนุน มะพร้าว มะม่วงหิมพานต์  ทับทิม  ส้มจุก  มังคุด  เป็นต้น  พันธุ์ไม้บางชนิดถ้าขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดจะเจริญออกดอกออกผลเร็วกว่าการใช้วิธีอื่นๆ เช่น น้อยหน่า แต่บางชนิด เช่น มะม่วง ถ้าใช้เมล็ดขยายพันธุ์ กว่าจะเกิดดอกติดผลจะใช้เวลานานกว่าการขยายพันธุ์โดยวิธีอื่น
           ในการขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดเพาะนั้น  เราควรทราบนิสัยในการงอกของเมล็ดของไม้ผลแต่ละชนิดว่าเป็นอย่างไร  เมล็ดไม้ผลเมืองร้อนส่วนมากควรรีบเพาะเมล็ดให้เร็วที่สุด หลังจากแกะเมล็ดออกจากผลแล้ว เพราะเมล็ด
ของไม้ผลเมืองร้อนส่วนมากจะไม่งอกถ้าเก็บไว้นานเกินไป
          การเพาะเมล็ดไม้ผลอาศัยปัจจัยต่างๆ เช่นเดียวกับพืชทั่วไป  คือ วัสดุที่ใช้เพาะเมล็ด ควรจะมีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำและถ่ายเทอากาศได้ดี ไม่แฉะจนเกินไป มีความชื้นและแสงสว่างบริเวณแปลงเพาะที่พอดี ตลอดจนอุณหภูมิที่พอเหมาะ
เวลาที่ใช้ในการงอกของเมล็ด  อาจแตกต่างกันไปตามชนิดของไม้ผล  เช่น มะม่วง ใช้เวลาประมาณ ๑๐ วัน ชมพู่ ๒๐ วัน และมะพร้าวต้องนานถึง ๔๒ วัน จึงจะงอก ดังนี้เป็นต้น
        ประโยชน์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของการขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด  คือ เพื่อใช้เป็นต้นตอ (rootstock)ซึ่งเป็นส่วนที่มีราก  และเราสามารถเอายอดพันธุ์ (scion)  เช่น  ตา  หรือ กิ่ง มาติดหรือต่อได้ แต่ทั้งนี้เราต้องเลือกต้นตอกับยอดพันธุ์ที่สามารเชื่อมต่อกันได้  เพราะถ้าส่วนทั้งสองไม่สามารถเข้ากันได้แล้ว  การติดตาหรือต่อกิ่งนั้นจะล้มเหลว ตัวอย่างต้นตอที่ใช้ได้ดีกับมะม่วง คือ มะม่วงแก้ว  พิมเสนแดง  พราหมณ์  เป็นต้น  ต้นตอบางชนิดสามารถต้านทานโรคและแมลงในดิน และทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดีมาก  สำหรับส้มมีต้นตอที่ใช้ได้ผลดีหลายชนิดด้วยกัน เช่น ส้มเกลี้ยง  ส้มเขียวหวาน  ส้มสามใบ  คลีโอพัตรา และแรงเพอร์ไลม์ เป็นต้น
          นอกเหนือจากการใช้เมล็ดขยายพันธุ์  ซึ่งเรียกว่าการขยายพันธุ์โดยใช้เพศแล้ว  เรายังอาจทำการขยายพันธุ์แบบไม่ใช้เพศได้อีกด้วย  การขยายพันธุ์แบบนี้พืชจะคงลักษณะเดิมไว้ไม่เปลี่ยนแปลงและการผลิตดอกออกผลจะเร็วกว่าการใช้เมล็ดขยายพันธุ์   การขยายพันธุ์แบบไม่ใช้เพศนี้แบ่งออกเป็นหลายวิธีด้วยกัน คือ
         ๑. การปักชำ
         ๒. การติดตาต่อกิ่ง
         ๓. การทาบกิ่ง
         ๔. การทับกิ่งและตอนกิ่ง
         ๕. การใช้หน่อ เหง้า และไหล

ที่มา : สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 5 เว็บ http://guru.sanook.com/encyclopedia/ไม้ผล/

วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ประวัติส่วนตัว




เพื่อนเรียก  อุ้ม
สีที่ชอบ ฟ้า ม่วง
กิจกรรมว่าง ดูทีวี เล่น Facebook
การ์ตูน โดเรมอน วันพีช
คติที่ชอบ เราควรเรียนรู้จากอดีตที่ผิดพลาด
อาหารที่ชอบ ชอบทุกอย่างที่ใส่กุ้ง
ตุ๊กตาที่ชอบ หมีพูห์ ตุ๊กตาหมีทุกอย่าง