วันเสาร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2557

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 7 (การเลี้ยงปลาในกระชัง)

การเลี้ยงปลาในกระชัง โดย นายเมฆ บุญพราหมณ์ 

          การเลี้ยงปลาในกระชัง  หมายถึง การเลี้ยงปลาในภาชนะกักขัง ตั้งแต่ลูกปลาไปจนถึงปลาขนาดใหญ่ น้ำสามารถถ่ายเทได้รอบด้านของภาชนะกักขัง

          การเลี้ยงปลาแบบนี้สามารถดำเนินการได้ในแหล่งน้ำทั่วไป ในแม่น้ำ อ่างเก็บน้ำ  คลองส่งน้ำ แม้แต่ในบ่อที่ขุดแร่ ซึ่งมีน้ำขัง หรือแหล่งน้ำที่เต็มไปด้วยตอไม้ก็ใช้ได้  การเลี้ยงปลาในกระชังเป็นวิธีการหนึ่งที่เหมาะสมทั้งทางเศรษฐกิจและการปฏิบัติ นอกจากนั้น วิธีนี้อาจจะนำไปใช้ในแหล่งน้ำกร่อยหรือในทะเลก็ได้การเลี้ยงปลาในกระชังสามารถปล่อยปลาได้หนาแน่น การให้อาหารสมทบที่สมดุลจะทำให้ปลาเจริญเติบโตเร็ว    และให้ผลผลิตสูงในระยะเวลาอันสั้น

          ส่วนประกอบอย่างอื่นของตัวกระชัง ก็คือ
          ๑. ทุ่นสำหรับลอยกระชังชนิดที่ลอยผิวน้ำ ประกอบด้วยทุ่นโลหะหรือพลาสติก หรือท่อพีวีซี (PVC) ปิดหัวท้าย

          ๒. ฝาปิด  ฝาปิดส่วนบนจะช่วยป้องกันศัตรูโดยเฉพาะพวกนก ป้องกันสาหร่ายเกาะตัวกระชัง และป้องกันขโมยและบางโอกาสทำให้ปลาไม่ตื่นตกใจ   กินอาหารดีขึ้น  ฝาปิดอาจทำด้วยอวน  ไม้หรือตาข่ายโลหะ และผักตบชวา

          ๓. ที่ให้อาหารควรจะต้องมี มิฉะนั้นจะสูญหาย ที่ให้อาหารอาจเป็นแป้นสี่เหลี่ยมมีเนื้อที่  ๑ ตารางเมตร หรือถ้าให้อาหารลอยก็ ควรมีกรอบป้องกันอาหารไหลตามน้ำ

          รูปร่างลักษณะของกระชัง ส่วนใหญ่มีรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าหรือสี่เหลี่ยมด้านเท่า บางแห่งสร้างรูปกลมหรือหกเหลี่ยม ขนาดของกระชังมีปริมาตร ตั้งแต่ ๑-๑๐๐ ลูกบาศก์เมตร ขนาดเล็ก๐.๗-๑๐ ลูกบาศก์เมตร ส่วนใหญ่ใช้สำหรับทดลอง แต่ที่ทำเป็นการค้า เช่น ในอินโดนีเซีย อาจมีขนาดถึง ๑๖-๑๕๐ ลูกบาศก์-เมตร การเลี้ยงปลาในกระชังไม่ควรจะทำกระชังขนาดใหญ่เพราะมีข้อเสียหายและความไม่สะดวกหลายประการในการจัดการ   ขนาดกระชังที่เหมาะกับการเลี้ยงปลา ควรมีขนาดความจุ๒๐ ลูกบาศก์เมตร

          การเลี้ยงปลาในกระชังมิใช่ของใหม่ แต่มีมาแล้วไม่น้อยกว่า ๑๐๐ ปี การเลี้ยงปลาดังกล่าวกระทำกันตามทะเลสาบ  แม่น้ำโขง  และสาขาของแม่น้ำโขง  ปลาที่เลี้ยงส่วนใหญ่  ได้แก่  ปลาสวาย ปลาเทโพ และปลาดุก การเลี้ยงปลาในกระชังของไทยกระทำกันอยู่ในแม่น้ำน่าน   จังหวัดนครสวรรค์    และแม่น้ำสะแกกรัง  จังหวัดชัยนาท 

การเลี้ยงปลาในกระชัง

หัวข้อ
  • ชนิดของปลาที่ควรจะเลี้ยงในกระชัง
  • อัตราการปล่อยและผลผลิตปลาในกระชัง
ชนิดของปลาที่ควรจะเลี้ยงในกระชัง 
  
          
ควรมีลักษณะดังนี้
          ก.   ในแง่ทางชีววิทยาและสรีรวิทยา
          ๑. โตเร็ว
          ๒. กินอาหารสมทบที่ให้
          ๓. สามารถเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อได้ดี
          ๔. สามารถอยู่ได้หนาแน่นแออัด
          ๕. ทนต่อสภาวะแวดล้อมโดยเฉพาะในน้ำที่มีก๊าซออกซิเจนต่ำ
          ๖. ทนทานและมีความต้านทานโรคสูง
          ๗. หาลูกปลาได้สะดวก  มีปริมาณพอเพียง
          ข. ในแง่เศรษฐกิจ
          ๑. ราคาซื้อขายสูง
          ๒. ขายง่าย ขายสดไม่ต้องผ่านกรรมวิธีมาก
          ๓. ชนิดที่ตลาดต้องการ
        
          ปลาน้ำจืดที่มีความต้านทานที่เหมาะจะเลี้ยงในกระชังมีอยู่ ๕ ครอบครัว   คือ  ไซพรินิดี (Cyprinidae) ได้แก่ ปลาไนซิลูริดี (Siluridae) ได้แก่  ปลาสวาย  ปลาเทโพ คลาริไอดี(Clariidae) ได้แก่ ปลาดุก  โอฟิเซฟาลิดี (Ophicephalidae) ได้แก่  ปลาช่อน และซิคลิดี (Cichlidae) ได้แก่ ปลาในสกุลตีลาเบียชนิดต่างๆ   เช่น ปลานิล   ผลการทดลองปรากฏว่า ปลานิลเหมาะแก่การเลี้ยงในกระชังมาก   มีการเจริญเติบโตดีและมีอัตรารอดสูงกินอาหารเม็ดและเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อได้ดี    มีความต้านทานโรคสูงและสามารถปรับตัวอยู่ได้หนาแน่น

          ข้อเสียของปลาสกุลตีลาเบียที่เลี้ยงในบ่อดินก็คือ  อัตราการขยายพันธุ์ปลาสกุลตีลาเบีย เช่น ปลาหมอเทศ มีอัตราการขยายพันธุ์รวดเร็วมาก จึงทำให้การเจริญเติบโตชะงักงัน   แต่เมื่อนำไปเลี้ยงในกระชัง  การสืบพันธุ์ดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้น เนื่องจากปลาไม่สามารถทำหลุมวางไข่ในกระชังลอย ในปัจจุบันได้มีการทดลองเลี้ยงปลาหลายชนิดรวมกันในกระชัง   ซึ่งจะทำให้ผลผลิตปลาสูงขึ้น โดยปล่อยปลาไนร้อยละ  ๖๕ ปลาลิ่นร้อยละ ๑๘และปลาซ่งร้อยละ  ๑๘ ในระยะเวลาเลี้ยง ๑๑๗ วัน ปลาไนจะโตจาก ๑๑๐ กรัม เป็น ๕๔๐ กรัม ปลาลิ่นจะโตจาก ๑๕๐ กรัมเป็น ๓๗๐ กรัม และปลาซ่งจะโตจาก ๑๗ กรัม เป็น ๒๐๐ กรัม

          กระชังที่เลี้ยงปลาควรจะทำด้วยวัสดุที่มีราคาถูก    มีความคงทนและง่ายต่อการรักษาดูแล แต่ในทางปฏิบัตินั้นก็แตกต่างกันไปตามท้องที่  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัสดุที่มีใช้อยู่ในท้องที่นั้นๆ รวมทั้งรูปแบบและการลงทุนซึ่งขึ้นอยู่กับสภาวะทางเศรษฐกิจ

ปลาไน


ปลานิล


ปลาเทโพ

อัตราการปล่อยและผลผลิตปลาในกระชัง 

          ชนิดของปลาที่เลี้ยงในกระชัง  คือ  ปลาสวาย  ปลาเทโพปลาช่อน ปลาบู่  ปลาตะเพียน  ปลาตะโกก  อัตราการปล่อยลูกปลาขนาด ๓.๘-๖.๓ เซนติเมตร ปลาช่อน ๘๐ ตัวต่อตารางเมตรปลาสวาย  ปลาเทโพ ๙๓ ตัวต่อตารางเมตร  ปลาตะเพียน ๓๖๑ตัวต่อตารางเมตร และปลาไน ๑๐๗ ตัวต่อตารางเมตร เมื่อเลี้ยงครบ  ๑  ปี  ผลผลิตในปริมาตรน้ำ ๑ ลูกบาศก์เมตร จะได้ปลาตะเพียน  ๔๕.๕  กิโลกรัม ปลาสวายหรือปลาเทโพ ๖๒.๑ กิโลกรัมปลาช่อนชะโด  ๑๑๒.๘ กิโลกรัม และปลาไน ๑๓๓.๓ กิโลกรัมสรุปแล้วจะเห็นว่า  การเลี้ยงปลาไนในกระชังให้ผลผลิตสูงกว่าการเลี้ยงปลาในบ่อ ๑๐- ๒๐ เท่า


ปลาตะเพียน


บรรณานุกรม
• นายเมฆ บุญพราหมณ์

ที่มา : http://guru.sanook.com/encyclopedia/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%
B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2
%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%
B8%87/

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 7 (ผีเสื้อในประเทศไทย)

ผีเสื้อในประเทศไทย โดย นายจารุจินต์ นภีตะภัฏ 
          จากการชมธรรมชาติที่สวยงามรอบบริเวณบ้านหรือในชนบทตามป่าเขาต่างๆ เราจะรู้สึกประทับใจในความสวยงามของผีเสื้อหลากสีที่บินวนเวียนกินน้ำหวานดอกไม้  หรือเกาะตามพื้นที่ชื้นแฉะอยู่เป็นกลุ่มใหญ่ คนทั่วไปจึงรู้จักผีเสื้อต่างๆ มากชนิด  ทั้งยังอยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของมันอีกด้วยว่ามันมีความเป็นอยู่อย่างไร  ในประเทศไทย เรามีผีเสื้อมากน้อยเท่าใดและมีความแตกต่างจากผีเสื้อในประเทศอื่นมากน้อยเพียงไร
          ในแง่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ  จำนวนและชนิดของผีเสื้อในป่าหนึ่งๆ ย่อมแสดงให้เห็นถึงธรรมชาติและสภาพที่แท้จริงของป่านั้นๆ ว่ามีความเป็นป่าสมบูรณ์เพียงใด  เช่น  ป่าที่ถูกเผาถางทำลายลงไปมากขึ้น จำนวนชนิดของผีเสื้อที่พบจะลดน้อยลงไปด้วย  หรือถ้าพบแต่ผีเสื้อที่ตัวหนอนกินพืชจำพวกหญ้าหรือพืชตระกูลถั่วเท่านั้น ก็จะทราบได้ทันทีว่าสภาพป่าได้ถูกทำลายลงเป็นทุ่งหญ้าทั้งหมดแล้ว  ความสัมพันธ์ระหว่างป่ากับผีเสื้อจึงค่อนข้างแน่นแฟ้น ผีเสื้อจะหมดไปอย่างรวดเร็วเมื่อป่าถูกทำลาย ความชื้นที่ผีเสื้อส่วนมากชอบก็จะหมดไป  ต้นไม้ที่เป็นอาหารของตัวหนอนก็จะขาดแคลนด้วย
          ผีเสื้อเป็นกลุ่มของแมลงที่นักสัตววิทยาจัดไว้ในอันดับเลพิดอปเทอรา (Order  Lepidoptera)  มาจากคำว่า   lepis แปลว่าเกล็ด   และ pteron   แปลว่าปีก  แมลงในอันดับนี้จึงมีแผ่นปีกปกคลุมด้วยเกล็ดสีเล็กๆ เรียงซ้อนกันแบบกระเบื้องมุมหลังคาเกล็ดสีเล็กๆเหล่านี้  เมื่อดูด้วยตาเปล่า จะเห็นเป็นผงสีต่างๆ ซึ่งจะหลุดติดมือออกมาเมื่อเราจับปีกของผีเสื้อ   ผีเสื้อในอันดับนี้ยังแยกออกเป็น ๒ พวก คือ อันดับย่อยผีเสื้อกลางวัน  (Butterflier) พวกนี้มีหนวดตอนปลายพองออกเป็นรูปกระบอง   และอันดับย่อยผีเสื้อกลางคืน (Moths) ซึ่งมีหนวดรูปร่างต่างๆ กันหลายแบบ
          ชื่อผีเสื้อนั้น  ตามความคิดของผู้เขียน  อาจมาจากการที่ผีเสื้อต่างๆ มีสีสันและลวดลายสวยงามเหมือนกับสีเสื้อผ้าที่เราสวมใส่กัน   แต่ผีเสื้อบินร่อนไปมาได้เอง   คนโบราณจึงคิดกันว่ามีผีเข้าไปสิงอยู่ในตัว แม้แต่ในปัจจุบันนี้  ในชนบทบางแห่งยังเรียกผีเสื้อว่า   "แมลงผี"   ส่วนชื่อภาษาอังกฤษว่า "butterfly" นั้น  มีผู้สันนิษฐานไปได้ ๒ ทางคือ  ทางหนึ่งแปลว่า   เนยบิน เพราะผีเสื้อที่พบชุกชุมในแถบอบอุ่นปีกมีสีเหลืองอ่อนถึงสีเหลืองเข้มคล้ายสีของเนย (butter) เมื่อบินไปมาจึงดูเหมือนเศษเนยลอยร่อนอยู่   ส่วนอีกทางหนึ่งเชื่อว่า เพี้ยนมาจากคำว่า beauty  fliesซึ่งหมายถึง ความสวยงามที่บินไปมาได้
          ผีเสื้อ ๒ พวกดังกล่าวมีความแตกต่างกันหลายประการพอที่คนทั่วไปจะสังเกตได้ คือ
          ๑.  ผีเสื้อกลางวันมีปลายหนวดพองโตออกหนาคล้ายรูปกระบอง    บางพวกมีหนวดตอนปลายโค้งงอเป็นรูปขอ  ส่วนผีเสื้อกลางคืนมีหนวดรูปร่างต่างๆ กันหลายแบบ  เช่น  รูปเรียวคล้ายเส้นด้าย  รูปฟันหวี    มีบางพวกที่มีหนวดพองออกคล้ายผีเสื้อกลางวัน
          ๒.  ลำตัวของผีเสื้อกลางวันค่อนข้างยาวเรียว เมื่อเปรียบเทียบกับความกว้างของปีก  และไม่ค่อยมีขนปกคลุมเหมือนกับผีเสื้อกลางคืนที่มีลำตัวอ้วนสั้น
          ๓.  ผีเสื้อกลางวันส่วนใหญ่จะออกบินเวลากลางวัน  มีเพียงบางพวกที่ออกหากินในตอนเช้ามืด  และตอนใกล้ค่ำ  ผีเสื้อกลางคืนออกบินในตอนค่ำ  ดังที่เรามักพบบินมาตอมแสงไฟตามบ้านเรือน  ผีเสื้อกลางคืนที่ออกหากินกลางวันมักมีสีฉูดฉาดคล้ายผีเสื้อกลางวัน
          ๔.  การเชื่อมยึดปีกทั้งสองให้โบกไปพร้อมกันของผีเสื้อกลางวันต่างจากผีเสื้อกลางคืน   โดยจะมีแผ่นปีกขยายกว้างออกซ้อนทาบกัน    แต่ในผีเสื้อกลางคืนมีขนแข็งจากโคนปีกคู่หลังสอดเข้าไปเกี่ยวกับขอเล็กๆ  ตอนโคนปีกด้านใต้ของปีกคู่หน้า(ยกเว้นผีเสื้อกลางวันชนิดหนึ่งในทวีปออสเตรเลีย)
          ๕.   การเกาะพักของผีเสื้อกลางวัน  มักจะยกปีกตั้งตรงขึ้นบนลำตัว เห็นด้านใต้ของปีก  ส่วนผีเสื้อกลางคืนจะวางปีกราบลงกับพื้นที่เกาะ  โดยขอบปีกด้านหน้าตกลงข้างตัวต่ำกว่าระดับของหลั   ดูคล้ายรูปหน้าจั่วหลังคา  และคลุมปีกคู่หลังจนมิดหมด
          ลักษณะแตกต่างดังกล่าวมานี้  ไม่อาจใช้จำแนกผีเสื้อทุกชนิดได้โดยเด็ดขาด   เนื่องจากลักษณะและนิสัยต่างๆ มักปะปนกัน ทำให้มีข้อยกเว้นต่างๆมาก แต่ก็เป็นข้อแตกต่างอย่างกว้างๆ ที่จะช่วยให้คนทั่วไปแยกแมลง ๒ กลุ่มนี้ออกจากกันได้พอสมควร 

ผีเสื้อที่พบอาศัยอยู่ตามป่าดงดิบ


ผีเสื้อกลางวันเปรียบเทียบกับผีเสื้อกลางคืน


บรรณานุกรม
• นายจารุจินต์ นภีตะภัฎ

http://guru.sanook.com/encyclopedia/%E0%B8%9C%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2/

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 20 (อัญมณี)

อัญมณี โดย นายโพยม อรัณยกานนท์ และคนอื่นๆ 
          ความสนใจในความสวยงามของอัญมณีและเครื่องประดับของคนเรานั้น มีมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล อย่างน้อยประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ ปี มาแล้ว จากหลักฐานประจักษ์พยานต่างๆ ทางโบราณคดี เช่น พบควอตซ์ในบริเวณเดียวกัน กับการขุดค้นพบโครงร่างบรรพบุรุษของมนุษย์ (มนุษย์ปักกิ่ง) สิ่งแกะสลักจากหิน กระดูก เขาสัตว์ ทำเป็นเครื่องประดับ เครื่องมือ เครื่องใช้ต่างๆ ที่พบตามถ้ำ หรือตามโบราณสถานในประเทศต่างๆ

          จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พบว่ามีการใช้อัญมณีอย่างแท้จริงในสมัยอียิปต์โบราณ จีน และอินเดีย หลายพันปีก่อนพุทธกาล ในอียิปต์ซึ่งเป็นชาติที่มีอารยธรรมต่อเนื่องกันยาวนาน มีการใช้อัญมณีชนิดต่างๆ เช่น ลาพิส-ลาซูลี แอเมทิสต์ เทอร์คอยส์ คาร์นีเลียน ออบซิเดียน ไข่มุก มรกต เป็นต้น ในประเทศจีนซึ่งเป็นชาติที่มีอารยธรรมเก่าแก่เช่นกัน อัญมณีที่นิยมใช้คือหยก สำหรับประเทศอินเดียนั้น ถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีอัญมณีที่มีค่า และมีความสำคัญหลายชนิด เช่น เพชร ทับทิม มรกต ไพลิน เป็นต้น

          ความรู้ ความเชื่อถือ และการใช้อัญมณีของคนไทยในสมัยโบราณ เริ่มมีมาแต่สมัยใดยังไม่มีหลักฐานกำหนดแน่ชัด เราอาจทราบเรื่องอัญมณีของไทยในอดีตได้จากวรรณคดีไทย บางเรื่อง บางตอน เริ่มตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยามาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ คนไทยเริ่มรู้จักและใช้อัญมณีไม่กี่ชนิด มีการจัดแบ่งอัญมณีออกเป็น ๙ ชนิด เรียกว่า นพรัตน์ หรือนวรัตน์ หรือแก้วเก้าประการ เป็นต้น ในตำรานพรัตน์มีคำกลอนที่มีอิทธิพล ทำให้คนไทยไม่น้อยรู้จักสนใจและนิยมนับถืออัญมณีว่าเป็นสิริมงคล มีการจัดแบ่งเป็น ลักษณะสี ชนิด ลำดับชั้นคุณภาพแตกต่างกันไป คำกลอนนั้นคือ
          ๑. เพชร (น้ำ) ดี  หมายถึง  เพชร - Diamond
          ๒. มณีแดง  หมายถึง  ทับทิม - Ruby
          ๓. เขียวใสแสง มรกต  หมายถึง  มรกต - Emerald
          ๔. เหลืองใสสด บุษราคัม*  หมายถึง  บุษราคัม - Yellow-Sapphire or Topaz*
          ๕. แดงแก่ก่ำ โกเมนเอก  หมายถึง  โกเมน - Garnet
          ๖. ศรีหมอกเมฆ นิลกาฬ  หมายถึง  ไพลิน - Blue Sapphire
          ๗. มุกดาหาร หมอกมัว  หมายถึง  ไข่มุก - Pearl or Moonstone
          ๘. แดงสลัว เพทาย  หมายถึง  เพทาย - Zircon
          ๙. สังวาลสาย  ไพฑูรย์  หมายถึง  ไพฑูรย์ - Chrysoberyl Cat's eye

          อัญมณีทั้ง ๙ ชนิดนี้ ประเทศไทยมีเกือบครบ ยกเว้น มรกตและไพฑูรย์ ซึ่งยังไม่พบ ชนิดที่มีชื่อเสียงระดับโลกทั้งในอดีตและปัจจุบันคือ ทับทิมสยาม รองลงมาคือ ไพลินหรือนิลกาฬนั่นเองเรื่องของอัญมณีโดยเฉพาะแก้วเก้าประการ คนไทยโดยทั่วไปนิยมเลื่อมใสนับถือว่าเป็นของมีค่าสูงและเป็นสิริมงคล นำมาใช้ประโยชน์ทั้งในด้านศาสนา และในสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่น ทำเป็นพระพุทธรูปต่างๆ ตลอดจนใช้ประดับเครื่องทรงและที่ประทับ ใช้เป็นเครื่องประดับแสดงถึงตำแหน่งและเกียรติยศเครื่องราชูปโภคในพระราชพิธีสำคัญ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตลอดจนสิ่งของเครื่องใช้ของที่เป็นบำเหน็จรางวัล เครื่องประดับต่างๆ ของพระราชวงศ์ ขุนนาง และข้าราชการชั้นสูง ประชาชนโดยทั่วไปทุกระดับชั้นก็สามารถหามาได้ตามกำลังฐานะ นอกจากเพื่อความสวยงาม และความเป็นสิริมงคลต่างๆแล้ว ก็ยังใช้เป็นหลักทรัพย์ที่ถือเป็นมรดกสืบทอดแก่ทายาทในวงศ์ตระกูล เป็นของกำนัลตอบแทนผู้มีน้ำใจช่วยเหลือยามที่เคยตกทุกข์ได้ยากเป็นของสำหรับหมั้นหมาย เป็นต้น

          นอกจากนพรัตน์หรือแก้วเก้าประการแล้วยังมีอัญมณีอื่นๆ อีกหลายชนิด ที่คนไทยนำมาใช้ประโยชน์ทางด้านเครื่องประดับเป็นของสวยงามและมีความหมายทางโหราศาสตร์เช่นเดียวกัน เช่น แก้วโป่งข่าม โมรา โมกุล ฯลฯ สำหรับแก้วโป่งข่ามเป็นแร่ควอตซ์ชนิดหนึ่งหรือที่เรียกว่า หินเขี้ยวหนุมาน มีความโปร่งใสโปร่งตา และมักมีมลทินแร่บางชนิดอยู่ภายในเนื้อ ทำให้เกิดมีรูปร่าง สีสัน ลวดลายแปลกประหลาดต่างๆ สวยงาม มีชื่อเรียกต่างๆ กัน เช่น ขนเหล็ก เข็มเหล็ก เข็มทอง ไหมทอง สายรุ้ง ฯลฯ แหล่งกำเนิดสำคัญอยู่ที่อำเภอเถิน จังหวัดลำปางและอำเภอสา จังหวัดน่าน เป็นอัญมณีที่ได้รับความนิยมเลื่อมใส รู้จักกันมากในหมู่คนไทยทั่วประเทศ เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๓ มีเหตุการณ์ตื่นแก้วโป่งข่ามซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์วงการอัญมณีไทยเลยก็ว่าได้

          ประเทศไทยนับเป็นประเทศหนึ่งที่มีชื่อเสียงมานานมากในเรื่องของอัญมณี โดยเป็นแหล่งสำคัญแห่งหนึ่งของโลกที่มีอัญมณีหลายชนิด เช่น ทับทิม ไพลิน บุษราคัม เขียวส่อง เพทาย โกเมน ไข่มุก เป็นต้น อุตสาหกรรมและการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทย ได้รับการยกย่องและยอมรับทั้งในด้านคุณภาพและราคาจากนานาประเทศทั่วโลก สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ นับเป็นสินค้าส่งออกหมวดหนึ่งของไทย ที่ได้สั่งสมบทบาทในการเป็นสินค้าที่สำคัญ ทำรายได้สูงให้แก่ประเทศโดยติดอันดับต้นๆ ๑ ใน ๕ ของสินค้าส่งออกประเภทต่างๆ ของประเทศและยังคงมีแนวโน้มที่เพิ่มมากขึ้นทุกๆ ปี นับเป็นสินค้าที่มีอนาคตที่สดใสมากมีการผลิตและการทำเหมืองแร่อัญมณีในหลายจังหวัด เช่น กาญจนบุรีจันทบุรี ตราด ค่าแรงงานถูก ช่างฝีมือมีคุณภาพ มีทักษะ มีความรู้ความชำนาญในการเจียระไน การออกแบบ และประดิษฐ์งานประณีตศิลป์นานาชนิด ทั้งในกรุงเทพ ฯ และต่างจังหวัด อุตสาหกรรมการผลิต การค้าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ จึงขยายตัวอย่างรวดเร็วมากในระยะ ๑๐ ปีที่ผ่านมา ดังจะเห็นได้จากตัวเลขของกรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ที่แสดงถึงสถิติของมูลค่ารวมของการส่งออกสินค้าประเภทนี้ ที่มีค่าเพิ่มมากขึ้นทุกปี ดังในปี ๒๕๒๖ มีมูลค่าการส่งออก ๗,๒๐๑.๑ ล้านบาทเพิ่มเป็น ๑๙,๘๒๗.๕ ล้านบาท ในปี ๒๕๓๐เป็น ๓๔,๘๙๑.๓ ล้านบาท ในปี ๒๕๓๓ เป็น ๓๕,๙๖๒.๖ ล้านบาท ในปี ๒๕๓๔ และในปี ๒๕๓๖ ประมาณการไว้ที่ ๔๒,๕๐๐ ล้านบาทและยังมีเป้าหมายที่ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

          มูลค่าการส่งออกอัญมณีที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปีนั้นเป็นมูลค่าจากอัญมณีที่ผลิตได้ในประเทศส่วนหนึ่ง ซึ่งนับวันก็จะขาดแคลนและหมดไปไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น อีกส่วนหนึ่งเป็นอัญมณีที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งนับวันก็จะยิ่งมีมูลค่าการนำเข้าเพิ่มมากขึ้นทุกปีเช่นกัน อัญมณีในส่วนนี้จะมีทั้งที่เป็นอัญมณีแท้ อัญมณีสังเคราะห์ เทียม เลียนแบบต่างๆ นำมาเจียระไนตกแต่งเป็นเครื่องประดับแล้วส่งออก จะเห็นได้ว่าอัญมณีและเครื่องประดับมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก เป็นอุตสาหกรรมการผลิตและการค้าที่ทำให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องหลายด้าน เช่น การทำเหมืองการผลิตเครื่องจักรเครื่องมือเครื่องใช้ที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การออกแบบ การเจียระไนและทำเครื่องประดับ การโฆษณา การบรรจุภัณฑ์  การขนส่ง ฯลฯ ล้วนแต่มีส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันส่งเสริมการพัฒนาประเทศ กล่าวได้ว่าประเทศไทยมีแนวโน้มมีความพร้อมสูงมาก ที่จะเป็นศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของโลกอย่างแท้จริง


* ในสมัยโบราณ คำว่า บุษราคัม จะหมายถึง โทแพซ แต่เมื่อเราพบว่าพลอยสีเหลืองของจันทบุรี ซึ่งเป็นแซปไฟร์สีเหลือง (Yellow Sapphire) มีคุณภาพเหนือกว่า เราจึงใช้ Yellow Sapphire แทน 

อัญมณีนำมาใช้ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และสิ่งที่มีค่าสูง เพื่อเป็นสิริมงคล


อัญมณีนำมาใช้ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และสิ่งที่มีค่าสูง เพื่อเป็นสิริมงคล


บรรณานุกรม
• นางวิลาวัณย์ อติชาติ
• นางอรกุล โภคากรวิจารณ์
• นายบุญทวี ศรีประเสริฐ
• นายโพยม อรัณยกานนท์

http://guru.sanook.com/encyclopedia/%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%A1%E0%B8%93%E0%B8%B5/

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 5 (พันธุ์ไม้มีพิษ )

พันธุ์ไม้มีพิษ โดย นายเต็ม สมิตินันทน์ 
         ในป่าธรรมชาตินั้นมีพันธุ์ไม้หลายชนิดที่เป็นอันตรายขึ้นปะปนอยู่ พันธุ์ไม้ที่เป็นพิษนั้นแยกออกเป็นพวก ๆ ได้ดังนี้ 
พวกที่ใบเป็นพิษ 
        พวกที่ใบเป็นพิษ  พันธุ์ไม้ชนิดนี้ตามใบจะมีขน เมื่อไปถูกผิวหนังจะทำให้เกิดอาการระคายเคือง ได้แก่
        ตำแย (Laportia bulbifera) ไม้ล้มลุก ใบขอบจักฟันเลื่อย ขึ้นตามป่าดิบ
        หานไก่  (Laportea  interrupta) ไม้ล้มลุกใบขอบจักลึก ขึ้นตามป่าดิบ
        กะลังตังช้าง  (Dendrocnide  crenulata) ไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ สูง ๑๐-๑๕ เมตร ใบขอบจัก ขึ้นตามป่าดิบชื้น
        สามแก้ว  (Dendrocnide stimulans) ไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ สูง ๖-๑๐ เมตร ก้านใบสีม่วง ใบขอบเรียบขึ้นตามป่าดิบชื้น
        หานช้างร้อง  (Dendrocnide  basirostris) ไม้ยืนต้นผลัดใบ สูง ๑๐-๑๕ เมตร ใบขอบจัก ขึ้นตามป่าดิบแล้ง
        หานกวาง (Cnesmone javanica) ไม้เถาเลื้อย ลำต้นเป็นขน ขึ้นตามป่าดิบแล้ง

พวกที่เมล็ดเป็นพิษ 
        พวกที่เมล็ดเป็นพิษ  พันธุ์ไม้พวกนี้ถ้าไปรับประทานเมล็ดเข้า จะทำให้เกิดอาการมึนเมาอาเจียน และถึงแก่ความตายได้ ได้แก่
        แสลงใจ หรือ แสงเบื่อ (Strychnos mux-vo-mica) ไม้ต้นสูง ๖-๑๐ เมตร ดอกสีขาว ผลกลมสุก  สีเหลือง ขึ้นตามป่าเบญจพรรณแล้ง
        ขมิ้นเครือ (Anamirta cocculus) ไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็ง ใบค่อนข้างกลม  ก้านใบยาว ขึ้นตามป่าดิบแล้ง
        ขี้กาแดง (Trichosanthes bracteata) ไม้เถาเลื้อยพันตามต้นไม้ต่างๆ ดอกสีขาว ผลกลมสุกสีแดง ขึ้นตามชายป่าดิบแล้ง
        กระเบาใหญ่   (Hydnocarpus anthelminticus และ H. kurzii) ไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ ขนาดใหญ่ดอกสีขาว ผลสีน้ำตาล ขึ้นตามป่าดิบ

ต้นแสลงใจ

[
พวกที่ผลมีขนเป็นพิษ 
        พวกที่ผลมีขนเป็นพิษ ได้แก่หมามุ่ย ไม้เถาในสกุลมิวคูนา (Mucuna) ดอกสีม่วงดำ ออกเป็นช่อห้อย ผลเป็นฟักและมีขนสีน้ำตาล เมื่อถูกผิวหนังทำให้เกิดอาการคัน ชอบขึ้นตามที่กว้างว่างเปล่าทั่วไป พันธุ์ไม้จำพวกนี้มีอยู่หลายชนิด ได้แก่หมามุ่ย (Mucuna pruriens)  และ หมามุ่ยใหญ่ (M. monosperma)
        
หมามุ่ยช้าง  (Dysoxylon urens) ไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ สูง ๘-๑๐ เมตร ดอกสีขาวนวล ออกเป็นช่อยาวระดิน ผลสีน้ำตาล มีขนสีเหลือง เมื่อถูกผิวหนังทำให้เกิดอาการคัน ขึ้นตามป่าดิบชื้น
        ช้างแหก (Neesia altissimea) ไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ สูง ๑๐-๑๕ เมตร  ใบขนาดใหญ่ ดอกสีขาวนวล ผลสีม่วงน้ำตาล ผิวมีหนามเป็นตุ่มและมี ๕ พู คล้ายผลทุเรียน แก่จัดแยกออกเป็น ๕ เสี่ยงภายในผลมีขนแข็งสีเหลือง เมื่อถูกผิวหนังทำให้เกิดอาการคัน ขึ้นตามป่าดิบชื้น

ดอกหมามุ่ย

พวกที่มีน้ำยางเป็นพิษ 
          พวกที่มีน้ำยางเป็นพิษ ได้แก่
          ตาตุ่มทะเล (Excoecaria agalloche) ไม้ยืนต้นผลัดใบ ดอกเล็กสีขาว ผลกลมเป็นสามพู น้ำยางสีขาว เข้าตาทำให้ตาบอด รับประทานทำให้ท้องร่วง ขึ้นตามป่าชายเลน
          ตังตาบอด  (Excoecaria oppositifolia) ไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ ดอกสีเขียวๆ ขาวๆ ผลกลมเป็น ๓ พู ยางสีขาว เข้าตาทำให้ตาบอด ถูกเนื้ออ่อนๆ ทำให้เกิดเป็นแผลเปื่อยได้
          ตังกวม  (Sapium insigne) ไม้ยืนต้น ผลัดใบสูง ๑๕-๒๐ เมตร เปลือกสีเทาแตกเป็นร่องลึก ดอก สีเขียว น้ำยางสีขาว เข้าตาทำให้ตาบอด
          รักหลวง (Melanorrhoea usitata) ไม้ยืนต้นผลัดใบ ดอกสีขาว ผลมีปีกสีแดงสด น้ำยางใสถูกอากาศเปลี่ยนเป็นสีดำ ถูกผิวหนังทำให้เปื่อยพอง
          แกนมอ (Rhus succedanea) ไม้ยืนต้น ผลัดใบ เปลือกแตกเป็นสะเก็ดใหญ่และเผยอออางด้านล่าง  ดอกสีขาว ผลกลมสุกสีดำ ยางใสถูกอากาศเปลี่ยนเป็นสีดำ ถูกผิวหนังทำให้เปื่อยพอง    ขึ้นตามป่าดิบเขา พันธุ์ไม้สกุลรุส (Rhus) นี้น้ำยางเป็นพิษทุกชนิด
          หลางตาง หรือ นางปรน (Campnosperma auriculata) ไม้ยืนต้น ไม่ผลัดใบ ดอกสีขาว ผลสุกสีดำ ยางไม้ใสเป็นพิษต่อผิวหนัง ขึ้นตามป่าดิบชื้นทางภาคใต้
          ยางน่อง  (Antiaris toxicaria) ไม้ยืนต้นผลัดใบสูง ๓๐-๔๐ เมตร ลำต้นมีเปลือกสีเทาเรียบ    ดอกสีเขียวๆ เหลืองๆ น้ำยางสีขาวเ ป็นพิษต่อผิวหนัง  ขึ้นตามป่าดิบแล้ง  ชาวป่านิยมใช้ยางผสมสารมีพิษอื่นๆ อาบลูกดอกสำหรับใช้ล่าสัตว์
          พลูช้าง (Vanilla siamensis) ไม้เถาอวบน้ำดอกสีขาว น้ำในเถามีพิษทำให้เกิดอาการคันตามผิวหนัง


บรรณานุกรม
• นายเต็ม สมิตินันทน์

ที่มา : http://guru.sanook.com/encyclopedia/%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0
%B8%B8%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%
9E%E0%B8%B4%E0%B8%A9/#พวกที่ผลมีขนเป็นพิษ

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 13 (จิตรกรรม)

จิตรกรรม โดย นายอนันต์ ปาณินท์ 
          จิตรกรรมหรือภาพเขียน มีส่วนประกอบหลัก คือ เส้น สี และน้ำหนักของสี สีมีส่วนสัมพันธ์กับความกว้าง ยาว และความลึกในภาพ สีช่วยสื่อความหมายทางอารมณ์และจิตใจด้วย เช่น ช่างเขียนภาพพุทธประวัติบนผนังโบสถ์แห่งหนึ่ง จะวางโครงสร้างของสีให้สอดคล้องกับเรื่องราวและสถานที่ เพื่อให้เกิดความรู้สึกศรัทธาในศาสนา

          สีที่นำมาใช้เขียนภาพ ส่วนมากได้มาจากวัตถุซึ่งมาจากธรรมชาติ เช่น สีของดิน หิน พืช และสัตว์ ช่างเขียนไทยแต่โบราณนิยมเขียนภาพด้วยสีฝุ่นผสมกาว ดังจะดูตัวอย่างได้จากภาพจิตรกรรมฝาผนังตามผนังของโบสถ์ เมื่อต้องการเขียนภาพ ช่างเขียนจะนำเอาวัสดุต่างๆ  ซึ่งจะใช้ทำเป็นสี มาทำให้แห้งและบดให้ละเอียดเป็นผง เรียกกันว่าสีฝุ่น เมื่อจะเขียนภาพ ช่างเขียนจะผสมสีฝุ่นด้วยกาวและน้ำ กาวที่ใช้ในสมัยโบราณส่วนมากเป็นกาวที่ทำจากหนังสัตว์

          ภาพเขียนฝาผนังของไทยทั้งหมด เขียนบนผนังฉาบปูนซึ่งแห้งแล้ว ส่วนการเขียนภาพบนผนังปูนซึ่งยังเปียกตามกรรมวิธีของตะวันตก ที่เรียกว่า เฟรสโก (fresco) ไม่เป็นที่นิยมของช่างไทย

          การเขียนภาพจิตรกรรมของไทยโบราณ ส่วนใหญ่มักเป็นการเขียนภาพเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนา หรือคติความเชื่อต่างๆ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับศาสนา ดังนั้นการเขียนภาพจิตรกรรมจึงมักเขียนกันบนผนังภายในโบสถ์หรือวิหารของวัดต่างๆ และจะเขียนบนผนัง ฉาบปูนเรียบซึ่งปูนแห้งสนิทแล้ว แต่เนื่องจากลักษณะสภาพดินฟ้าอากาศของไทยมีความชื้นในอากาศสูง และลักษณะการก่อสร้างโบสถ์วิหาร เป็นการก่อสร้างลักษณะผนังรับน้ำหนัก ก่อด้วยอิฐซึ่งมีคุณสมบัติในการดูดซึมความชื้นได้ดี ทั้งความชื้นจากน้ำใต้ดิน และความชื้นจากอากาศ ทำให้ผนังปูนซึ่งแห้งสนิทในช่วงระยะเวลาการก่อสร้างเสร็จใหม่ๆ ดูดซึมความชื้นเข้าในผนังได้อีก ทำให้ผิวปูนฉาบผุกร่อน ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมากต่อภาพจิตรกรรมที่เขียนอยู่บนผิวหน้าของผนังปูน นอกจากความชื้นจะทำให้ผิวปูนฉาบผุกร่อนแล้ว วัสดุที่ใช้ในการเขียนภาพ เช่น สี ดิน และกาวหนังสัตว์ ที่ใช้ในการผสมสีก็เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดเชื้อราซึ่งเป็นอันตรายต่อภาพเขียนเช่นกัน ดังจะเห็นได้ว่า ภาพจิตรกรรมฝาผนังในประเทศไทยส่วนใหญ่ชำรุดเสียหายและซ่อมแซมยากมากการซ่อมแซมต้องใช้กรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์แก้ไขความชื้นในผนังเสียก่อนจึงจะซ่อมแซมได้

          นอกจากการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังด้วยสีฝุ่นผสมกาวแล้ว การเขียนภาพจิตรกรรมเป็นแผ่นทั้งบนผ้าและบนกระดาษของไทยในสมัยโบราณก็ใช้สีฝุ่นเขียนด้วยเช่นเดียวกัน เช่น การเขียนภาพเรื่องราวบนสมุดข่อย เป็นต้น ในสมัยโบราณการเขียนภาพสีน้ำมันบนผ้าไม่ปรากฏหลักฐาน ผู้ที่เขียนภาพจิตรกรรมสีน้ำมันเป็นคนแรกคือ พระสรลักษณ์ลิขิต (เริ่มมีผลงานปรากฏในสมัยรัชกาลที่ ๖) ซึ่งในสมัยต่อมามีผู้นิยมเขียนภาพด้วยสีน้ำมันบนผ้ากันมากขึ้น เนื่องจากมีความคงทนไม่เสียหายง่ายเหมือนการเขียนด้วยสีฝุ่น ในปัจจุบันมีผู้ผลิตสีเขียนภาพด้วยสารผสมทางเคมีต่างๆ ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรม และนอกจากนั้นศิลปินในปัจจุบันได้มีการทดลองค้นหา และนำเอาวัสดุหลายประเภทมาใช้ในงานจิตรกรรม ทำให้รูปแบบของจิตรกรรมเปลี่ยนแปลงไปจากแบบประเพณีที่ทำสืบเนื่องต่อกันมาจากสมัยโบราณ

ที่มา: http://guru.sanook.com/encyclopedia/%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1/